ไนตริกออกไซด์ (NO) คืออะไร ร่างกายสร้างอย่างไร ต่อหลอดเลือด
ไนตริกออกไซด์ (NO) คือโมเลกุลสื่อสารที่เยื่อบุหลอดเลือดสร้างขึ้น ช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว อ่านที่มา วิธีที่ร่างกายสร้าง และเรื่องที่เข้าใจผิดบ่อย
ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide หรือ NO) คือโมเลกุลก๊าซขนาดเล็กที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง ทำหน้าที่เป็นสัญญาณให้กล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือดคลายตัว เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด (endothelium) เป็นแหล่งสร้างสำคัญ โดยใช้กรดอะมิโนแอล-อาร์จินีนเป็นวัตถุดิบและเอนไซม์ eNOS เป็นตัวเร่ง
ชื่อ NO อาจฟังเหมือนศัพท์ของวงการอาหารเสริม แต่จริง ๆ แล้วเป็นหัวข้อพื้นฐานของสรีรวิทยาที่ตำราแพทย์เรียนกันมานาน บทความนี้เล่าให้ฟังแบบเพื่อนที่อ่านงานวิจัยมาแล้ว ไม่โอ้อวด และบอกตรง ๆ ว่าอะไรรู้ชัด อะไรยังไม่ชัด
สรุปสั้น: NO คือโมเลกุลสื่อสารที่เยื่อบุหลอดเลือดสร้างจากแอล-อาร์จินีน ทำให้หลอดเลือดคลายตัวและส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและความดัน ร่างกายยังสร้าง NO จากไนเตรตในอาหารได้อีกทาง การกินกรดอะมิโนหรืออาหารเสริมไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทุกคน และผลต่างกันไปตามสุขภาพของหลอดเลือด
ไนตริกออกไซด์ (NO) คืออะไร
NO เป็นก๊าซที่ละลายในเนื้อเยื่อได้และออกฤทธิ์ในระยะใกล้ ๆ จุดที่ถูกสร้าง ไม่ใช่ฮอร์โมนที่ไหลไปตามกระแสเลือดไกล ๆ Moncada และ Higgs ทบทวนเส้นทาง "The L-arginine–nitric oxide pathway" ไว้ใน New England Journal of Medicine ปี 1993 ซึ่งเป็นหนึ่งในบทความอ้างอิงคลาสสิกของเรื่องนี้ ดูข้อมูลบรรณานุกรมที่ PubMed 7504210
ส่วน Vallance และ Chan เขียนทบทวนเรื่อง "Endothelial function and nitric oxide: clinical relevance" ในวารสาร Heart ปี 2001 ว่าการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือดและ NO มีความหมายทางคลินิกอย่างไร ดู DOI 10.1136/heart.85.3.342
ร่างกายสร้าง NO อย่างไร
มี 2 เส้นทางหลักที่งานวิจัยกล่าวถึง
เส้นทางที่ 1 จากแอล-อาร์จินีน
บทความทบทวนใน Frontiers in Pharmacology ปี 2020 โดย Cziráki และคณะ ระบุว่าแอล-อาร์จินีนเป็นสารตั้งต้นของเอนไซม์ nitric oxide synthase (NOS) ซึ่งผลิต NO และแอล-ซิทรูลีน โดย eNOS ในเยื่อบุหลอดเลือดเป็นแหล่งหลักของ NO ที่ทำให้เลือดไหลเฉพาะที่เพิ่มขึ้น จากนั้น NO จะกระตุ้นเอนไซม์ guanylate cyclase ในกล้ามเนื้อเรียบ ให้เพิ่มสารสื่อสัญญาณ cGMP ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ทำให้หลอดเลือดคลายตัว อ่านที่ Cziráki et al., Front Pharmacol 2020
เส้นทางที่ 2 จากไนเตรตในอาหาร
Lundberg, Weitzberg และ Gladwin รวบรวมไว้ในบทความ "The nitrate–nitrite–nitric oxide pathway in physiology and therapeutics" (Nature Reviews Drug Discovery, 2008) ว่าไนเตรตและไนไตรต์ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นของเหลือใช้ สามารถเปลี่ยนกลับเป็น NO ได้ ทำให้ร่างกายมีแหล่ง NO อีกทางนอกจากเส้นทางแอล-อาร์จินีน และทางนี้สำคัญเป็นพิเศษเมื่อออกซิเจนต่ำ จึงเป็นที่มาของความสนใจในไนเตรตจากพืช ดูที่ DOI 10.1038/nrd2466
| เส้นทาง | วัตถุดิบ | ตัวเร่งหลัก | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| แอล-อาร์จินีน | กรดอะมิโนแอล-อาร์จินีน | เอนไซม์ eNOS | ถูกรบกวนได้จากเอนไซม์ arginase และสารยับยั้งตามธรรมชาติ |
| ไนเตรต-ไนไตรต์ | ไนเตรตจากอาหาร | ปฏิกิริยาเปลี่ยนรูปในร่างกาย | สำคัญเป็นพิเศษเมื่อออกซิเจนต่ำ ตามบทความทบทวนของ Lundberg และคณะ |
NO ทำงานกับหลอดเลือดอย่างไร
เมื่อเยื่อบุหลอดเลือดสร้าง NO ได้ดี หลอดเลือดจะคลายตัวและปรับการไหลของเลือดตามความต้องการของเนื้อเยื่อ งานทบทวนของ Cziráki และคณะรายงานว่า ในการทดลองหลอดเลือดหัวใจขนาดเล็กของสัตว์ NO เป็นตัวกลางสำคัญของการคลายตัวเมื่อเลือดไหลแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่ว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นการ "ฝึก" ระบบนี้ แม้ตัวอย่างข้างต้นมาจากการทดลองในสัตว์ ไม่ใช่ผลที่ยืนยันในคนทุกบริบท
สิ่งที่รบกวนระบบ NO ได้ตามที่รายงานคือ เอนไซม์ arginase ที่แย่งสารตั้งต้น และสารยับยั้งตามธรรมชาติ เช่น ADMA ซึ่งพบสูงขึ้นในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงและไตทำงานบกพร่อง
กินแอล-อาร์จินีนแล้ว NO เพิ่มจริงหรือไม่
คำตอบคือ "ไม่แน่นอน" งานทบทวนข้างต้นรายงานว่า การวิเคราะห์รวมการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุม 11 ฉบับของการรับประทานแอล-อาร์จินีนพบความดันโลหิตลดลงเฉลี่ย 5.39 มม.ปรอท (ตัวบน) และ 2.66 มม.ปรอท (ตัวล่าง) แต่ผลไม่สม่ำเสมอระหว่างงาน และผู้เขียนสรุปว่าโดยรวมแอล-อาร์จินีนไม่ได้ทำให้เลือดไหลเข้าหลอดเลือดหัวใจดีขึ้น อาจมีประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มที่ยังต้องศึกษาต่อ
บทเรียนคือ การมีสารตั้งต้นมากขึ้นไม่ได้แปลว่าร่างกายจะสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นเสมอ เพราะผลขึ้นกับสุขภาพของเยื่อบุหลอดเลือด อายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วย
เรื่องที่เข้าใจผิดบ่อยเกี่ยวกับ NO
- "NO คือยา" ไม่ใช่ NO เป็นโมเลกุลที่ร่างกายสร้างเอง ยาบางกลุ่มออกฤทธิ์ผ่านเส้นทางนี้ จึงมีข้อควรระวังเรื่องยาร่วมกัน ดูที่ อาหารเสริมกับยาประจำตัว
- "ยิ่งมี NO มากยิ่งดี" ไม่จำเป็น ร่างกายควบคุมสมดุลเอง ระดับที่เหมาะสมขึ้นกับตำแหน่งและเวลา
- "อาหารเสริมตัวเดียวแก้ได้" ไม่จริง งานทบทวนข้างต้นชี้ว่าผลต่างกันมากระหว่างบุคคล
- "ต้องซื้อผงพิเศษถึงจะได้ไนเตรต" ไนเตรตมีอยู่ในผักหลายชนิดตามธรรมชาติ
ดูแลระบบหลอดเลือดอย่างไรในชีวิตประจำวัน
ลองทำตามนี้ได้ตั้งแต่สัปดาห์นี้
- ขยับตัวสม่ำเสมอ เดินเร็วหรือปั่นจักรยานหลายวันต่อสัปดาห์ ตามที่แพทย์เห็นว่าเหมาะกับสุขภาพ
- กินผักหลากสี รวมผักใบเขียว เป็นแหล่งไนเตรตจากอาหารและสารอาหารอื่นไปพร้อมกัน
- วัดความดันที่บ้านเป็นระยะ เพราะความดันสูงสัมพันธ์กับการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด
- นอนให้พอ และจัดการความเครียด
- ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ชายวัย 40 ปีขึ้นไป
- ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มอาหารเสริม ถ้ามีโรคประจำตัวหรือใช้ยา
NO กับอาหารเสริมวัตถุดิบจากพืช
สารสกัดผักโขมแดงเป็นแหล่งไนเตรตจากพืช มีงานศึกษาเบื้องต้นของสารสกัดชนิดนี้ในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนน้อย ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ใดโดยตรง และผลแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ผู้สนใจอ่านรายละเอียดและข้อจำกัดได้ที่หน้า ผักโขมแดง Sinergy SP และภาพรวมงานวิจัยที่หน้า งานศึกษา ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดัน หรือใช้ยากลุ่มไนเตรต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
NO กับ N2O (ก๊าซหัวเราะ) เหมือนกันหรือไม่
ไม่เหมือน NO คือไนตริกออกไซด์ที่ร่างกายสร้างเอง ส่วน N2O คือไนตรัสออกไซด์ที่เป็นก๊าซคนละชนิด
ร่างกายสร้าง NO ลดลงตามอายุหรือไม่
งานที่อ้างในบทความนี้ไม่ได้ให้ตัวเลขเรื่องอายุ จึงขอไม่สรุปเป็นตัวเลข สิ่งที่งานทบทวนระบุคือระบบนี้ถูกรบกวนได้จากปัจจัย เช่น ความดันโลหิตสูงและไตทำงานบกพร่อง ซึ่งเป็นเหตุผลให้ตรวจสุขภาพเป็นระยะ
วัดระดับ NO ของตัวเองได้ไหม
การวัดโดยตรงเป็นเรื่องของห้องวิจัย ไม่มีการตรวจสุขภาพทั่วไปที่ใช้ตัดสินใจเรื่องนี้ ควรดูตัวชี้วัดที่แพทย์ใช้ เช่น ความดันและผลตรวจเลือด
กินผักใบเขียวเพียงพอแล้วใช่ไหม
ผักใบเขียวเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดี แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของการดูแลหลอดเลือด ควรดูภาพรวมของการนอน การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์
VLX รวมวัตถุดิบ 4 ตัวที่มีงานศึกษาในผู้ชายโดยเฉพาะ — Sinergy SP®, EnoSTIM™, ซิงค์ Albion® และ Fenugreek
ดูเซ็ตและโปรโมชั่น ดูส่วนผสมบทความนี้เพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาโรค หากมีอาการผิดปกติต่อเนื่องควรพบแพทย์